skip to Main Content

หรือการทารุณกรรมสัตว์ในประเทศไทย มีโทษเพียงขอขมาสัตว์??

จากกรณีการเผยแพร่ คลิป ควาญวัยรุ่น2คนรุมทำร้ายลุกช้าง ที่สะเทือนวงการสิทธิสัตว์-นักอนุรักษ์-คนเลี้ยงช้าง และ คนรักสัตว์ไปทั่วโลกนั้น วันนี้มีความชัดเจนแล้วที่สถาณที่เกิดขึ้นเหตุ ณ จังหวัดอุบล โดยเป็นช้างที่นำมามาจาก บ้านขุนไชยทอง อ.ชุมพลบุรีย์ จ. สุรินทร์ รวมทั้งข้อมูลอื่นๆ ( หลังจากสื่อหลักมีการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดถึงสถาณที่เกิดเหตุ)

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนไทยและคนทั่วโลกกำลังติดตามและให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ถึงการจัดการต่อ ปัญหาที่เกิดขึ้น และข่าวที่นำเสนอล่าสุดเมื่อเย็นวาน (เรื่องเด่นเย็นนี้ วันที่28ตุลาคม255 ช่วงนาทีที่ 66 ) มีข้อมูลที่น่าสนใจหลายอย่าง ซึ่งควาญวัยรุ่นทั้งสองที่ก่อเหตุนั้น ” เป็นควาญรับจ้างนำช้างมาเร่ขายอ้อย” ไม่ใช่ตัวเจ้าของช้าง ส่วนตัวเจ้าของลูกช้างนั้น คือ ศรายุทธ ก้อนคำใหญ่ หรือคุณโจ้ นั้น ทั้งนี้เราก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามา คุณศรายุทธ นั้นเป็นคนจังหวัดร้อยเอ็ด แต่ได้ภรรยาที่สุรินทร์เลยได้ช้างของภรรยามาเร่ขายกล้วย และสิ่งที่ควาญรับจ้างทั้งสองกระทำทารุณต่อลุกช้างอายุ3ขวบนั้น ทางกลุ่มคนช้างเองได้กล่าวว่าก็มิได้เห็นด้วย และเห็นว่าเป็นการทารุณกรรมช้างเช่นกัน ซึ่งทางกรรมการการแก้ปัญหากลุ่มเลี้ยงช้าง คุณสุรสิทธิ์ได้กล่าวว่า สำหรับควาญวัยรุ่นทั้งสองนั้น ต้องถุกขับจากงานดูแลช้างทุกเชือก เพราะถือว่ากระทำผิดร้ายแรงต่อช้าง และ ให้ กระทำการ” ทำพิธีขอขมาช้าง?? ”

ซึ่งเราเชื่อว่า คงนำมาซึ่งคำถามมากมายต่อผู้คนที่สนใจเรื่องสิทธิสัตว์ และสิ่งที่สังคมอยากเห็นมากกว่าการขอขมา คือการบังคับใช้กฎหมาย(เท่าที่มี) ที่จะลงโทษผู้กระทำผิด และข้อมูลเชิงลึกต่อปัญหาและการแก้ไขอย่างชัดเจนที่สุด เพื่อสวัสดิภาพของตัวช้างเองในอนาคต เช่น

– ความจริงใจต่อการ ” เปิดเผยข้อมูลของของควาญวัยรุ่นที่กระทำการทารุณช้างทั้งสองต่อสาธารณะ “? หากว่าทางกลุ่มคนช้างมีความชัดเจนที่จะต้องการให้ทั้งสองไม่ยุ่งเกี่ยวต่อ งานดูแลช้างต่อไปจริง เพราะหากข้อมูลไม่ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ วันนึง ทั้งสองอาจจะไปรับจ้างที่ไหนต่อก็เป็นได้ และจะเป็นการดีมากขึ้นไปอีก หากกลุ่มคนช้างมีการกล้าขึ้นบัญชีดำต่อควาญนอกแถวที่กระทำทารุณช้าง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ที่ผ่านมีการพบเห็นควาญบางคนทุบตีลูกช้าง บังคับสับหัวช้างจนเลือดไหล หรือแม้กระทั่ง เคยมีคนบางคนการก่อคดีใช้โซ่ ตะขอ รุมทำร้ายผู้อื่นเพราะเพียงถุกตำหนิจากการทุบตีช้างมา แล้ว ซึ่งเราคิดว่า “การกล้าคัดแยกปลาเน่าออกจากคนเลี้ยงช้างเท่านั้น ” จะเป็นสิ่งที่ยืนยันความจริงใจของคนเลี้ยงช้างได้ชัดเจนที่สุด

-คำถามต่อมา ถึงตัวเจ้าของช้างเองที่ให้บุคคลอื่นนำช้างไปใช้งาน?? (ซึ่งจากข่าวเช้าก็เป็นการยืนยันชัดเจน ว่า ตัวเจ้าของช้างเองนั้นไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุวันนั้น ) ซึ่งเราคิดว่าจุดนี้ก็เป็นที่ต้องทบทวบเช่นกัน การปล่อยให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของที่มีความผูกพันธ์กันจริง และไม่ได้คัดกรองประวัติช้างอาจจะตกอยู่ในมือมารที่หวังแต่การหาประโยชน์ ผลเสียอาจจะตกอยู่ที่ตัวช้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เหมือนอย่างที่หลายคนพบ เห็นกันในทุกวันนี้ และมันกลายเป็นเรื่องของธุรกิจมากไปกว่าการดูแลหรือเปล่า?? อย่าลืมว่า ” ช้างเป็นสิ่งมีชีวิตไม่ใช่เครื่องจักร”

และประเด็นต่อการบังคับใช้กฎหมาย เมื่อพูดถึงช้างเร่อน คนมักจะคิดถึงแค่ว่าแจ้งกรมอุทยาน หรือ 1362 เพื่อตรวจตั๋วรุปพรรณ และถ้ามี ก็จะทำไรต่อไม่ได้ ทั้งที่ความจริงประเทศไทย พอจะมีกฎหมายเอาผิดตัวผู้นำช้างมาเรร่อนผิดที่ผิดทาง ได้หลายพรบ. เพราะช้างเลี้ยง ขึ้นอยู่กับหลายกระทรวง และจากกรณีที่เกิดขึ้นนี้ เราคิดว่าควรมุ่งเป้าไปถึง” การเอาผิดจากโทษทางกฎหมายอย่างจริงจังต่อจากการทำพิธีขมาและขึ้นบัญชีดำของ คนช้าง” เช่น

1.ดำเนินคดีข้อหากระทำทารุณกรรมสัตว์ มาตรา 382

2.ตรวจ สอบเอกสารการอนุญาตเคลื่อนย้ายช้างจากควาญหรือเจ้าของช้าง ความผิดตามมาตรา 34 พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ โดยเคลื่อนย้ายสัตว์ไม่มีใบอนุญาตจากปศุสัตว์ท้องที่ (เพราะเราเชื่อว่า คงไม่มีปศุสัตว์ที่ไหน ออกใบอนุญาติเพื่อนำช้างไปเร่ขายอ้อยเดินถนนเป็นแน่แท้)

3. ตรวจสอบความถูกต้องของตั๋วรูปพรรณหรือการครอบครองลูกช้างโดยละเอียดเพื่อให้ แน่ใจว่าไม่ได้มีการนำลูกช้างป่ามาสวมทะเบียน ( สำหรับลุกช้าง อายุเพียง3ขวบ ซึ่งจริงๆเป็นวัยที่ยังคงต้องอยู่กับแม่และแม่รับ การติดตามหาแม่ช้าง คงไม่”ยาก”เกินไปนะครับ )

4. นำพรบที่เกี่ยวต่างๆมาร่วมพิจารณาเช่น พรบ.การสาธารณสุขพ.ศ.2535 ,พรบ.ทางหลวงพ.ศ.2535 ,พรบ.จราจรทางบกพ.ศ.2522

เรา คิดว่า ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสื่อจะติดตามการบังคับใช้ กฎหมายต่อกรณีอย่างเข้มข้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น แสดงให้เห็นถึงความไม่ถูกต้องเหมาะสมในการการบริหารจัดการช้างและความเสื่อม ถอยด้านสวัสดิภาพสัตว์ของสังคมไทย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแสดงให้นานาอารยะประเทศได้ตระหนักว่า แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีกฎหมายป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ แต่จะไม่ยอมให้มีการทารุณช้างอันเป็นสัตว์สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นช้างเลี้ยงหรือช้างป่า และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะมีการดำเนินการเรื่องเหล่านี้จนถึงที่สุด “มากกว่าการขอขมาช้าง.”
และ ณ ตอนนี้ หลังจากเจ้าของช้างทำพิธีขอขมาช้างเสร็จแล้ว
เราก็ยังไม่เห็นตัวควาญวัยรุ่นที่ก่อเหตุทั้งสอง ที่หายไปกับสายลม
…. ที่นี่ ประเทศไทย….

Animal Activist Alliance (AAA) Thailand

*อนึ่ง สามารถคลิกชมคลิปข่าวต่างๆได้ที่ตัวหนังสือสีแดงครับ *

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Back To Top